Filed under: Myanmar
บันทึก…เรื่อง 30 บาท ของโกโม.. :กรณีศึกษาสิทธิมนุษยชนทางสุขภาพของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเทศไทย
งายวิจัยเพื่อ สวปก. ภายใต้โครงการ Health4Stateless โดย พัฒนพันธ์ บูระพันธ์ และปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว วันที่ 31 มกราคม 2551
“ราว 22.30 น. ของคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2550 หลังจากงานเลี้ยงรับปีใหม่ของโรงงานยังไม่ทันจะข้ามคืน ระหว่างที่นายโกโมเดินออกจากห้องพักบริเวณหน้าโรงงานเพื่อข้ามถนนเข้าไปหาเพื่อนในโรงงานฝั่งตรงข้ามถนน ได้ถูกรถจักรยานยนต์ที่ขับมาด้วยความเร็วชนเข้าด้านหลัง
…ผ่านมาร่วม 2 เดือน กับอาการเจ็บปวดจากกระดูกแขนท่อนบนซ้ายหัก และกระดูกบริเวณโคนขาหนีบด้านขวา(ใกล้กระดูกก้นกบ) มีรอยร้าวและแตก
โกโมพูดไทยได้เพียงเล็กน้อยต้องมีล่ามทุกครั้งในการสื่อสาร ไม่เข้าใจขั้นตอนการขอรับการรักษาพยาบาล และการส่งต่อ แต่โกโมรับรู้ว่าตำรวจยังจับคนร้ายไม่ได้และหมอยังไม่มีคำตอบว่าจะผ่าตัดให้อาการบาดเจ็บทุเลาเมื่อไหร่“
……………………………………………. เรื่องของโกโม …………………………………………….
โกโม(KOMO) ชายหนุ่มโสดชาวพม่า อายุ 25 ปี เกิดและเติบโตที่เมืองพะอาง รัฐมอญ ประเทศพม่า เป็นลูกคนที่สองจากทั้งหมดห้าคน โดยพ่อแม่มีอาชีพทำไร่อยู่ที่พม่า
เขาเรียนจบชั้นม.6 แต่เนื่องจากการทำมาหากินในบ้านเกิดไม่มีช่องทาง จึงตัดสินใจเดินทางเข้ามาหางานทำในเมืองไทย เมื่อ 2 ปีที่แล้วทางด่านอำเภอแม่สอด จ.ตาก โดยเสียเงินให้นายหน้าราว 13,000 บาท ซึ่งเงินหลักหมื่นกับสภาพเศรษฐกิจที่อัตคัตในพม่า นั้นนับว่าเป็นจำนวนที่สูงเลยทีเดียวก็ว่าได้
โรงงานทอผ้า ย่านรังสิต-นครนายก มีแรงงานทั้งหมด 100 คน โดยโกโมเป็นหนึ่งในแรงงานพม่าเพียง 20 คนของโรงงาน นอกนั้นเป็นแรงงานไทย โกโมต้องทำงานใช้แรงงานเพื่อแลกค่าแรงโดยที่วุฒิม.6 จากพม่านั้นดูจะไม่มีความหมายอะไร แต่เขายังไม่โชคร้ายนักเมื่อเทียบกับแรงงานข้ามชาติจากพม่าอีกนับไม่ถ้วนที่ถูกกดขี่ค่าแรงซึ่งน้อยอยู่แล้วให้น้อยลงไปอีก โดยโกโมได้รับค่าจ้างรายวันวันละ 194 บาท เท่ากับคนงานไทย แต่ถูกเอาเปรียบค่า OT ซึ่งคนงานไทยได้รับชั่วโมงละ 25 บาท แต่คนงานพม่าได้เพียง 12 บาท
สถานภาพทางกฎหมายของโกโมนั้น เขามีบัตรอนุญาตทำงาน โดยเสียเงิน 3,800 บาท เป็นค่าทำบัตรให้กับนายจ้าง แบ่งเป็นค่าตรวจสุขภาพ 600 บาท ค่าประกันสุขภาพ 1,300 บาท และขอใบอนุญาตทำงานซึ่งมีค่าใช้จ่ายอีก 1,900 บาท ซึ่งความหมายคือ
โกโมจะไม่ถูกจับกุมในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังสามารถไปรับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่ทำประกันสุขภาพไว้ โดยเสียค่าบริการครั้งละ 30 บาท
โดยนโยบายล่าสุดตามมติครม.เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550 แรงงานสามสัญชาติ คือ พม่า ลาวและกัมพูชา สามารถขอต่อใบอนุญาตทำงานในช่วงเดือนมี.ค.-มิ.ย. 51 ระยะเวลาตามเงื่อนไขของใบอนุญาตที่หมดอายุ โดยจะสามารถอยู่อาศัยได้ 2 ปี จากเดิมที่อยู่ได้ปีต่อปี
นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนสถานะ ”คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง” ให้เป็น “คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกฎหมาย” ซึ่งไทยได้ทำบันทึกความเข้าใจ(MOU)กับทั้ง 3 ประเทศ ในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานกับประเทศต้นทาง ซึ่งในส่วนแรงงานพม่านั้นดูจะยังล่าช้าและไม่มีแนวทางที่ชัดเจน
……………………………………………. ความโชคร้ายมาเยือน …………………………………………….
ราว 22.30 น. ของคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2550 หลังจากงานเลี้ยงรับปีใหม่ของโรงงานยังไม่ทันจะข้ามคืน ระหว่างที่ โกโมเดินออกจากห้องพักบริเวณหน้าโรงงานเพื่อข้ามถนนเข้าไปหาเพื่อนในโรงงานฝั่งตรงข้ามถนน ได้ถูกรถจักรยานยนต์ที่ขับมาด้วยความเร็วชนเข้าด้านหลัง โดยตัวของโกโมลอยตกห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ10 เมตร และถูกรถจักรยานยนต์คันนั้นทับที่แขนอีกด้วย จนสลบในที่เกิดเหตุ
โกโมรู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แพทย์ได้ทำการรักษาแผลเบื้องต้น และถ่ายเอกซเรย์กระดูกปรากฎว่า กระดูกแขนท่อนบนด้านซ้ายหัก และกระดูกบริเวณโคนขาหนีบด้านขวา(ใกล้กระดูกก้นกบ)มีรอยร้าวและแตก จากนั้นแพทย์ให้ออกจากโรงพยาบาล ในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ในเวลาราว 03.00 น. (ในช่วงเวลาเดียวกันกับวันที่เข้ารักษาตัว) และนัดอีกครั้งในวันที่ 4 มกราคม 2551
วันที่ 4 มกราคม 2551 เขาจึงไปพบแพทย์อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้แพทย์ให้ความเห็นว่าต้องทำการผ่าตัดจะเป็นผลดีในการรักษา ซึ่งข้อมูลที่ทราบจากแพทย์คือ ”เห็นว่านายโกโมเป็นต่างด้าวหากทำการผ่าตัดที่นี่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ควรย้ายไปรักษาต่อโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นสถานพยาบาลในระบบประกันสุขภาพ 30 บาทของนายโกโม โดยได้ทำจดหมายส่งตัวให้”
แต่เมื่อโกโมย้ายรักษาตัวที่โรงพยาบาลประชาธิปัตย์ แพทย์ก็ไม่รับรักษาอาการโดยให้เหตุผลว่า “เนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานพยาบาลชุมชน ไม่มีเครื่องมือในการผ่าตัดได้” จึงแนะนำให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลปทุมธานี ซึ่งแพทย์ได้ทำการเอกซเรย์และพันเฝือกให้ใหม่ แต่ไม่ได้วินิจฉัยหรือแจ้งให้เขาทราบว่าต้องผ่าตัดหรือไม่ แต่ได้นัดมาพบอีกครั้งวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551
ซึ่ง ณัฐ หนึ่งในทีมทนายความจาก “โครงการคลีนิคกฎหมาย” ที่เข้าไปติดตามให้ความช่วยเหลือเล่าสภาพของโกโมให้ฟังว่า
“ช่วงแรกนั้นอาการค่อนข้างหนัก ต้องมีคนคอยพยุงให้ลุกนั่งเพราะกระดูกหักทั้งที่แขนและที่สะโพก โกโมก็ร้อนใจอยากผ่าตัดตามที่หมอบอก แต่ด้วยการสื่อสารหรืออะไรก็ไม่แน่ชัด โกโมเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจนป่านนี้หมอยังไม่ผ่าตัดให้ ซึ่งผ่านมาร่วมเดือนแล้วอาการก็เริ่มดีขึ้นพอจะลุกนั่งเองได้”
……………………………………………. ทุกข์ซ้ำสอง…ของโกโม …………………………………………….
วันที่ 29 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา ก่อนกำหนดนัดที่โรงพยาบาลปทุมธานี 1 เดือน โกโมตัดสินใจไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติอีกครั้งซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ถูกส่งตัวไปในวันเกิดเหตุถึงแม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่เขาใช้สิทธิ 30 บาทไม่ได้ก็ตาม
เหตุผลคือ โกโมรู้สึกว่าหมอที่นี่เป็นมิตรกว่าทั้ง 2 โรงพยาบาลที่เขาถูกส่งตัวไปรักษาต่อ ทั้งการวินิจฉัยที่ดูเหมือนจะจริงจังในการรักษามากกว่า ที่สำคัญที่สุดค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุนั้นโกโมต้องจ่ายเองทุกบาท โดยไม่สามารถใช้สิทธิ 30 บาทได้ อย่างที่ไม่ทราบเหตุผลและไม่มีคำอธิบายจากโรงพยาบาล รวมแล้วกว่า 3,400 บาท
ถ้าว่ากันตามหลักการแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น โกโมควรจะเสียเงินเพียงครั้งละ 30 บาท เท่านั้น แม้แต่ค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในคืนวันเกิดเหตุ เพราะตาม “ข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้สิทธิเข้ารับบริการจากสถานบริการอื่น กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ 2548″
ระบุว่า สามารถเข้ารับบริการจากสถานบริการอื่นที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการได้รวมทั้งสถานบริการเอกชน ซึ่งสถานบริการอื่นที่ให้ก่รักษามีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับนี้
ซึ่งคงเกินการรับรู้ของโกโมต่อสิทธิที่ว่า โกโมรู้เพียงว่าเขาสามารถใช้สิทธิ 30 บาทแต่เขาใช้ไม่ได้ และเขาไม่ได้รับการผ่าตัดโดยไม่มีคำอธิบายจากแพทย์ ซึ่งด้วยเหตุผลนานาที่เกิดขึ้นในกรณีของโกโม เป็นภาพสะท้อนหนึ่งที่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานข้ามชาติที่ต้องเสียเงินค่าประกันสุขภาพปีละ 1,300 บาท นั้นยังไม่สามารถเข้าถึงบริการหลักประกันสุขภาพได้จริง
มุมมองจากพี่ ธนู เอกโชติ ทนายความจาก “โครงการคลีนิคกฎหมาย คือ
“หลายกรณีที่เกิดขึ้นกับแรงงานข้ามชาติคือ การไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้จริง เริ่มตั้งแต่ที่โรงพยาบาลรักษาตามสภาพของเงิน เช่น กรณีที่โรงพยาบาลประชาธิปัตย์อ้างว่าโรงพยาบาลไม่พร้อมรักษา ก็ต้องมีกระบวนการส่งต่อไปอย่างเหมาะสมให้ผุ้บาดเจ็บได้รับการรักษาตามความเป็นจริง เพราะพอโกโมถูกส่งไปที่โรงพยาบาลปทุมธานีแล้วโรงพยาบาลก็ไม่ยอมผ่าตัดให้และไม่ได้อธิบายให้ผุ้ป่วยเข้าใจ ซึ่งถ้าในอนาคตเขาต้องพิการแขนงอ แล้วจะไปเรียกร้องกับใครได้ แล้ว 1,300 บาทที่เขาเสียไปก็ใช้ไม่ได้ “
นอกจากนี้ข้อสังเกตเล็กๆ จาก ณัฐ หนึ่งในทีมทนายความที่ได้เดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลกับโกโมคือ
“หมอที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯส่วนใหญ่เป็นหมอใหม่ อายุน้อย มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่วันนั้นที่ไปหาหมอเราไปกันตั้งแต่ 10 โมง กว่าจะได้ตรวจก็บ่ายโมงกว่า ผมเห็นคนไทยที่เขามาทีหลังได้ตรวจก่อน ส่วนโกโมได้ตรวจเป็นคนท้ายๆ ผมไม่ได้ถามหมอหรอกว่าทำไมถึงช้า ”
นอกจากนี้ณัฐเล่าแบบขำๆ ที่เจ้าตัวต้นเรื่องคงขำไม่ออก ว่า ”มีคนงานโทรมาถามผมว่า 30 บาท ใช้ได้เฉพาะวันธรรมดาหรือเปล่า เพราะเขาไปหาหมอวันเสาร์อาทิตย์แล้วโรงพยาบาลบอกว่าใช้ 30 บาทไม่ได้”
…………………………………………….
ผลเอกซเรย์ล่าสุด พอทำให้โกโมใจชื้นคือ กระดูกเริ่มตรงแล้วและแพทย์ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์วินิจฉัยล่าสุดว่า ไม่ต้องผ่าตัดแล้วเพราะระยะเวลาในการบาดเจ็บล่วงเลยมากว่า 1 เดือนซึ่งการผ่าตัดตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก
ในส่วนคดีความก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการหาผู้กระทำผิด ซึ่งทำให้โกโม ไม่สามารถใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าพ.ร.บ.บุคคลที่ 3 ซึ่งบริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นับแต่ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าปลงศพ กำหนดไว้ไม่เกิน 50,000 บาท/คน ความเสียหายต่อร่างกายหรือนามัย 80,000 บาท/คน และความเสียหายต่อชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพลภาพแล้วแต่กรณี อีกด้วย
Filed under: คลองกระทิง
ประวัติหมู่บ้านและข้อมูลทั่วไปของหมู่บ้าน The History of Clong Krathing
บ้านคลองกระทิง เป็นคุ้มที่เกิดจากการรวมตัวครัวเรือนของชาวบ้าน ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ บ้านไทยสามัคคี หมู่ที่ 1 ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
เรื่องเล่าจากชาวบ้าน เกี่ยวกับความเป็นมาของบ้านคลองกระทิง เหตุที่เรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า “คลองกระทิง” เนื่องจากแต่ก่อนในช่วงสมัยนั้น ชาวบ้านพบซากกระทิงในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง ประกอบกับพื้นที่บริเวณนี้มีคลอง ชาวบ้านจึงเรียกที่บริเวณนี้ว่า “คลองกระทิง[1]” ซึ่งที่บริเวณแห่งนี้ ชาวบ้านได้พักอาศัยอยู่ตามไร่ของแต่ละคน และทำการเกษตรในพื้นที่ เช่น ทำไร่ข้าวโพด ไร่ระหุ่งเป็นต้น แต่ในช่วงหลังจากเสร็จสิ้นจากการทำไร่ ชาวบ้านในพื้นที่บ้านคลองกระทิงแห่งนี้บางส่วนจะเดินทางกลับไปที่ภูมิลำเนาเดิม หรือพื้นที่หมู่บ้านต้นทางเดิมของตน เพื่อไปทำนาข้าว และมีบางส่วนที่อยู่เฝ้าไร่ ซึ่งในช่วงแรกนั้นพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่บุกเบิกเพื่อทำไร่ และยังไม่ได้ลงหลักปักฐานก่อตั้งบ้านเรือนแต่อย่างใด ซึ่งชาวบ้านจะอาศัยพื้นที่ ในการทำเกษตร ตามฤดูกาล ช่วงที่มีการทำเกษตร ทำไร่ในพื้นที่แห่งนี้จะอยู่ระหว่าง เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม ของแต่ละปี ซึ่งในช่วงแรกนั้นชาวบ้านได้ทำไร่ข้าวโพด ฝ้าย ข้าวไร่ เป็นต้น
เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ (ป่าดงดิบ) เป็นป่าต้นน้ำมูน และต้นน้ำปราจีน เมื่อราว พ.ศ.2508 เริ่มมีชาวบ้าน จากต่างถิ่นเข้ามาบุกเบิกพื้นที่ป่าบริเวณนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องระหว่างเขาแผงม้า และป่าดงพญาไฟ อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเภอปักธงชัย ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2508 -2509 มีชาวบ้านอพยพจากทางภาคอีสาน ที่เรียกว่า กลุ่ม “ไท ครัว[2]” ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เช่น ชาติพันธุ์ลาว ส่วย และไทโคราช กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาบุกเบิกพื้นที่ป่าบริเวณแห่งนี้เพื่อทำการเกษตร ทำไร่ ตามฤดูกาล โดยชาวบ้านกลุ่ม “ไทครัว” ส่วนใหญ่ อพยพมาจากพื้นที่ต่างๆของ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ อุบลราชธานี มหาสารคาม ขอนแก่น อุดรธานี สกลนคร และกลุ่มคนจากพื้นที่อำเภออื่นๆ ในจังหวัดนครราชสีมา ในช่วงนั้น มีการเบิกพื้นที่โดยไม่มีเจ้าของ ถ้าหากว่าเบิกพื้นที่ได้เท่าใด สิทธิในการครอบครองก็จะมีเท่านั้น โดยคนกลุ่มนี้ ได้กระจัดกระจายอยู่ตามไร่ ทั่วบริเวณพื้นที่แห่งนี้ พื้นที่ต่อเนื่องระหว่างเขาแผงม้า จนกระทั่งถึง บ้านมูนหลง บ้านมูนสามง่าม ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ เป็นต้น
ซึ่งแต่เดิมทีชาวบ้านจะอาศัยตามหัวไร่ ปลายนา ของแต่ละคน ยังไม่มีการรวมตัวที่เป็นชุมชน อย่างในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยก่อน ปี พ.ศ. 2520 ชาวบ้าน มาพักอาศัยเพื่อทำการเกษตร ปลูกข้าวโพดเท่านั้น ในช่วงฤดูกาล (ระหว่างเดือน พฤษภาคม – ตุลาคม) เท่านั้น ซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะกลับไปที่บ้านเกิดของตน (หมายถึงพื้นที่ต้นทางของชาวบ้านที่อพยพมา เช่น มหาสารคาม อุดรธานี เป็นต้น) เพื่อกลับไปทำนาข้าวที่บ้าน
ช่วง พ.ศ. 2524 ชาวบ้านเริ่มมีการรวมตัวกัน โดยมีการมาพักอาศัยและตั้งบ้านเรือน ในพื้นที่ตั้งหมูบ้านในปัจจุบันนี้ จากนั้นชาวบ้านได้อาศัยและรวมกลุ่มกันตั้งหมู่บ้าน รวมกัน โดยในช่วงแรกเพื่อต่อรองการขอไฟฟ้าเข้ามาใช้ในหมู่บ้าน ซึ่งเป็น แนวคิดที่มีการรวมตัวเอการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้าน และไฟฟ้าได้เข้ามาที่หมู่บ้าน เมื่อประมาณ พ.ศ.2539 เมื่อปี ชาวบ้านได้รวมตัวและจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนา (จัดตั้งขึ้นโดยชาวบ้านโดยที่ไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดเข้ามาให้การสนับสนุน) ขึ้น โดยจัดให้มีการระดมทุน จากชาวบ้านเพื่อนำเงินไปจัดสร้างระบบประปา ของหมู่บ้าน โดยจัดซื้อเครื่องปั่นน้ำ และจัดทำระบบท่อ เมื่อพ.ศ.2539 โดยการดำนินการประมาณ 2 ปี เมื่อเกิดปัญหาเนื่องจากเครื่องปั่นน้ำเสีย ชาวบ้านจึงยกเลิกการดำเนินการออมทรัพย์ และได้บริจาคทุนของกลุ่มให้กับทางวัด จากนั้นระบบประปาหมู่บ้านเข้ามาโดยการดำเนินการของกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำมูลบ้านคลองกระทิง และได้รับการสนับให้ได้รับประปาหมู่บ้าน โดยการประสานงานของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ชาวบ้านคลองกระทิง มีคำกล่าวของชาวบ้านว่า ชาวบ้าน คลองกระทิง เป็นหมู่บ้านที่ทำ “นาข้าวสาร” นั่นหมายถึง กิจกรรมหลักของชาวอีสานคือการทำนา เพื่อปลูกข้าวและข้าวเป็นอาหารหลัก ของชาวอีสาน การทำนาข้าวสารหมายถึง การประกอบอาชีพอื่น เพื่อซื้อข้าวสาร มาบริโภค แทนการทำนาตามปกติ ด้วยเหตุนี้เองที่เรียกว่าการทำนาข้าวสาร เนื่องจากสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ไม่สามารถทำนาข้าวได้
ปัจจุบันเป็นคุ้มหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของหมู่ที่ 1 บ้านไทยสามัคคี ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ไม่มีฝ่ายปกครองภายในหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เนื่องจากขึ้นกับ หมู่ที่ 1 บ้านไทยสามัคคี) หมู่บ้านคลองกระทิงมีผู้นำ ที่เป็นในลักษณะผู้นำตามธรรมชาติ เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ผู้อาวุโส ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ และมีบทบาทเป็นผู้นำในการดำเนินกิจกรรมของชาวบ้าน
[1] ชาวบ้าน อีสาน มักจะเรียกและตั้งชื่อที่ตั้งของหมู่บ้านตามสภาพ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ของพื้นที่
[2] “ไทครัว” ความหมายทางภาคอีสาน หมายถึง กลุ่มคน หรือครอบครัวที่มีการอพยพย้ายถิ่นเพื่อแสวงหาถิ่นที่อยู่ที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์กว่า เนื่องจากพื้นที่ทางภาคอีสานสมัยก่อนนั้น เป็นพื้นที่ที่มีภัยธรรมชาติอยู่ประจำ เช่น ความแห้งแล้ง น้ำท่วม ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เป็นต้น กลุ่มคน “ไทครัว” มีความหมายและลักษณะคล้ายกับ “Diasporas” ที่ใช้จำกัดความในทางวิชาการสากล
Filed under: Myanmar
เรียนผู้มีจิตศัทธา (ผู้บริจาค) ที่เคารพ
เพื่อความสะดวกของท่านในกระบวนการบริจาคฯ คณะกรรมการเฉพาะกิจ ไทย – พม่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจาก พายุไซโคลน นากีส ใคร่ขอเรียนให้ทุกท่านทราบถึงหลักการขั้นตอน การดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังต่อไปนี้
- ทันทีที่ท่านได้ส่งมอบเงินและวัสดุสิ่งของบริจาคทุกรายการ ขอความกรุณาท่านแจ้งมายัง “คณะกรรมการฝ่ายข้อมูล” เพื่อที่เราจะได้บันทึกข้อมูล และจัดหมวดหมู่ รายการบริจาคของท่านอย่างเป็นระบบ
- สำหรับกลุ่มผู้บริจาค ทุกกลุ่ม ก่อนที่ท่านจะส่งมอบสิ่งของบริจาคให้กับเรา ขอความกรุณาท่านแจ้งรายละเอียด ชื่อผู้บริจาค และรายการสิ่งของรวมทั้งจำนวนเงิน ที่ชัดเจนกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบันทึกข้อมูล เพื่อที่เราจะได้บันทึกข้อมูล และจัดหมวดหมู่ รายการบริจาคของท่านได้อย่างครบถ้วน
- หากรายการสิ่งของหรือจำนวนเงินของท่านที่ได้บริจาค ผิดพลาดจากรายการที่นำเสนอทาง Web Blog กรุณาแจ้งรายการและจำนวนเงินที่ถูกต้องของท่านให้ทางเราทราบทันที
- สำหรับท่านที่ต้องการทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการ หรือมีคำแนะนำเกี่ยวกับ กำหนดการ และการจัดการ การบริจาค ในครั้งนี้ กรุณาแจ้งหรือติดต่อมายังเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลโดยตรง โดยทุกข้อความเห็นของท่านจะเป็นแนวทางให้กับคณะทำงาน และช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
-
ท่านใดที่ต้องการติดต่อกับคณะกรรมการดำเนินงาน โดยสามารถติดต่อเราผ่านทางอีเมล์ และเวปบล็อก ได้ที่
Email : thai.burmese.aidfund@gmail.com
Web Blog: www.thaiburmeseaid.blogspot.com
คณะกรรมการฝ่ายข้อมูล
- Mr.Thet Khaing Tel : 089-9981327
- Mr. Kyaw Lin Oo Tel : 084-1079352
- Mr. Aung zayya Tel : 081-1310181
- คุณกิ๊ก Tel : 02-2164463 [สำหรับการติดต่อสื่อสารภาษาไทย]
- Mr. Aung Ko Tel : 084-6810853 [สำหรับท่านที่ติดต่อสื่อสารภาษาพม่า และภาษาไทย]
- Mr. Kyaw Thaung Tel : 084-6705727
คณะกรรมการฝ่าย การเงินและบัญชี
- Mr. Thuzar Tel : 083-8295767
- Ms. Khincho Tel : 089-1209683
- Mr. Sanju Tel : 089-4911703
- Ms. Jue Jue May Tel : 081-2086570
การติดต่อกับคณะกรรมการ ผ่านทางอีเมล์ thai.burmese.aidfund@gmail.com
คณะกรรมการเฉพาะกิจ ไทย – พม่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจาก พายุไซโคลน นากีส (องค์กรเฉพาะกิจ)
Filed under: Uncategorized
Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!



